‘ปฐมพยาบาล’ รู้ให้ถูก’ช่วยชีวิต-ลดขัดแย้ง’

“เห็นข่าวคนถูกไฟฟ้าช็อต เขาก็ลากเพื่อนออกไปฝังทราย ฝังเท่าไรก็ไม่ฟื้น ก็โทร.เรียกรถฉุกเฉินให้มารับ แต่ก็เสียชีวิต คือ เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในทราย จริงๆ ช่วงเวลานั้น ตั้งหลายนาที มันน่าจะช่วยชีวิตไว้ได้ ใครจะเชื่อไหมว่าในปีนี้ 2017 ประชาชนไทยช่วยเหลือผู้ถูกไฟฟ้าช็อตด้วยการเอาไปฝังทราย มันไม่ใช่ ความผิดของเขา แต่มันเป็นความไม่รู้”

เรื่องเล่าจาก นพ.สัญชัย ชาสมบัติ ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ในงานฝึกอบรมการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี และเทคนิคการนำเสนอฉากละครการแพทย์แก่ผู้ผลิตสื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ ณ รร.The Bazaar Hotel แยกรัชดา-ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เป็นทั้ง “อุทาหรณ์” และประเด็นชวนคิด ว่าใน “ศตวรรษที่ 21” ยุคที่อะไรๆ ก็เป็น “ดิจิตอล”เทคโนโลยีล้ำๆ ผูกติดกับชีวิตประจำวัน “ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการปฐมพยาบาล” กลับยังคงดำรงอยู่ และก่อให้เกิดเหตุสลดขึ้น
ผช.เลขาธิการ สพฉ. เล่าถึงอีกตัวอย่างแต่เป็นในทางกลับกัน มีแพทย์ท่านหนึ่งหลังเสร็จงานเข้าเวรในโรงพยาบาลก็ได้ขับรถกลับบ้าน แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนเพลีย เกิดหลับในจึงประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ เมื่อหน่วยกู้ภัยมาถึงและแพทย์ท่านนี้ ยังมีสติอยู่ ได้บอกกับหน่วยกู้ภัยว่า “อย่าขยับร่างผม กระดูกคอผมหัก” ซึ่งคำพูดเท่านี้เอง ที่ทำให้แพทย์ท่านนี้ “ไม่ต้องกลายเป็นคนพิการ” เพราะหลังจากนั้นหน่วยกู้ภัยก็ประสานให้นำ เครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ นี่จึงเป็นบทเรียนว่า “ความรู้ที่ถูกต้อง” สามารถช่วยรักษาชีวิตคนคนหนึ่ง ให้ปลอดภัยได้
“กระดูกคอเขาหักจริงๆ ก็ต้องมีการดามคอ แต่โชคดีตอนนั้นเขาได้สติอยู่ ถ้าไปโยกเขาย้ายเขาแต่ย้ายผิด เขาก็คงจะเป็นอัมพาตไปทั้งชีวิต”นพ.สัญชัย ระบุ
ผช.เลขาธิการ สพฉ. กล่าวอีกว่า “ละครภาพยนตร์” มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ ด้านการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง เพราะในละครหรือภาพยนตร์อย่างไรก็ต้องมีฉากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว อาทิ อุบัติเหตุบนท้องถนน ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ถูกสัตว์มีพิษกัด จมน้ำ ชักเกร็ง โรคหัวใจ หรือกรณีมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยในป่าลึก จะใช้อะไรทำเปลลำเลียงผู้บาดเจ็บ หรือใช้อะไรห้ามเลือด สิ่งเหล่านี้หากทำให้ถูกต้องจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
ขณะที่ ว่าที่ร.ต.การันต์ ศรีวัฒนบูรพา หัวหน้างานสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สพฉ.กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดและเติบโตขึ้นมา ทุกคนผ่านการเรียนรู้ด้านการแพทย์และดูแลสุขภาพจากการเรียนในระบบการศึกษาบ้าง เช่น ชั่วโมงลูกเสือ- เนตรนารี หรือวิชาสุขศึกษา รวมทั้งการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เช่น การบอกการสอนต่อๆ กันมาจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือแม้แต่จำมาจากละคร -ภาพยนตร์ ซึ่งหลายเรื่องเป็น “ความเชื่อ” ที่ไม่ทราบที่มาแน่ชัด หรือหลายเรื่องก็เป็น “วิธีที่ล้าสมัยแล้ว” ในอดีตเคยใช้เคยทำแต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็นวิธีอื่นตามความรู้ใหม่ที่ค้นพบ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth